โกเอาบทความนี้มาจากบนเน็ทนี่แหละครับ ส่งกันไปส่งกันมา แต่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ว่าใครเขียน
ขอขอบคุณผู้เขียนเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วยก็แล้วกันนะครับ
โกใช้ประโยชน์จากบทความนี้ ในการแนะนำพนักงานใหม่และหัวหน้างานในโรงแรมที่โกทำงานอยู่
เอามาบันทึกไว้ในนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่ยังไม่เคยได้อ่านบ้าง
ลองอ่านดูนะครับ
การสมัครงาน
1. มีบุคลิกภาพที่ดี เมื่อพบกันครั้งแรก
2. ต้องให้เกียรติผู้ร่วมงาน ไม่ว่าจะมีอายุน้อยกว่าหรือไม่
3. ต้องอ่านเอกสารให้ดี ก่อนจะตั้งคำถาม
4. ไม่ร้องขอการปฎิบัติที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ
5. มั่นใจว่าทราบถึงงานที่จะได้ทำ
6. ไม่ถามถึงค่าจ้าง เว้นแต่ผู้สัมภาษณ์เอ่ยถึง
การสัมภาษณ์งาน
1. ต้องไปก่อนเวลานัดอย่างน้อย 15 นาที
2. แต่งกายสุภาพถูกต้องตามกาลเทศะ
3. ไม่มีอาการป่วย
4. ตาต้องมองผู้สัมภาษณ์ตลอดเวลา
5. ใช้คำพูดที่ฟังเข้าใจง่าย
6. เตรียมตัวมาตอบคำถาม
7. ไม่ขี้อาย ต้องกล้าแสดงออก
8. ไม่เสแสร้ง มีความจริงใจ
9. ควบคุมมือให้ดี
10. บอกค่าจ้างที่คาดว่าจะได้ โดยไม่หลอกตัวเอง
11. จำชื่อผู้สัมภาษณ์และควรขอนามบัตรไว้
12. เก็บเก้าอี้ที่นั่งเข้าที่เดิม เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยมักไม่เลื่อนเก้าอี้กลับเข้าที่เดิม หลังจากลุกขึ้นจากเก้าอี้
****ลองสังเกตดูนะคะ เราไม่ได้รับการสอนในเรื่องนี้มา****
วันแรกของการทำงาน
1. ไม่ไปทำงานสาย
2. ทักทายทุกคน
3. ทานอาหารเที่ยงกับเพื่อนร่วมงาน เพราะจะได้ทราบความเป็นไปขององค์กร เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ
4. อ่าน และพร้อมที่จะถาม
5. นำงานที่ทำเสร็จแล้วให้หัวหน้าดู
6. ของานมาทำโดยไม่ต้องรอ
ชีวิตการทำงานต้องเก็บความลับเรื่องเงินเดือนไว้ อันนี้เป็นมารยาทที่คนไทยไม่ค่อยมีอีกเหมือนกัน
เพราะความอยากรู้อยากเห็นที่มักจะถามเรื่องเงินเดือนที่ได้รับ ที่สำคัญคือต้องขออนุญาตทุกครั้งที่ลา ขอความช่วยเหลือ
ขอความเป็นส่วนตัว ขอใช้ทรัพย์สินของผู้ร่วมงาน และขอใช้สิทธ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ถ้าทำผิดต้องขอโทษ
ต้องมีศิลปะในการใช้ภาษาอย่างดี มีมารยาทและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน คิดบวก พูดบวกและทำบวก
มีจุดยืน มีความรับผิดชอบ ค้นหาสาเหตุของความผิดพลาด รักษาความลับ ศึกษาเจ้านาย เรียนรู้ผู้อื่นและเข้าใจเจ้านายของคุณ
ต้องรู้ความผิดพลาดและข้อบกพร่องของคุณเป็นคนแรก พัฒนาตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน
จงหลีกเลี่บง
1. การขอให้ผู้อื่นทำงานแทนโดยไม่ได้แจ้งหัวหน้า
2. การตำหนิผู้อื่นโดยตรง
3. การนินทาหรือแทงคนข้างหลัง
4. การทำเป็นเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ
5. การหัวเราะในความผิดพลาดของผู้อื่น
6. การทำตนเป็นผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย
7. การเป็นคนขี้ขลาด
8. การมีอคติ
มารยาทในการรับโทรศัพท์
1. รับเมื่อมีเสียงเรียกภายใน 3 ครั้ง
2. ยิ้มก่อนรับโทรศัพท์
3. กล่าวคำทักทาย บอกชื่อผู้รับและสถานที่
4. กรณีรับฝากข้อความ ต้องถามชื่อผู้โทรฯมา บันทึกชื่อ ข้อความ วันที่และเวลา
5. กล่าวคำสวัสดี
6. รอให้ผู้โทรฯมาวางสายก่อนเสมอ
การเปลี่ยนงาน
1. อย่าเลือกงานที่เรารัก ให้รักงานที่ทำ
2. เมื่อพบทางตันให้ถามตัวเอง 3 ป. เปลี่ยนเขา เปลี่ยนเราหรือเปลี่ยนแปลง
3. หัวหน้าควรเป็นคนแรกที่รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลง
4. อย่าพูดหากยังไม่แน่ใจ
5. อย่ากลัวเสียหน้า แต่จงหาทางแก้ไข
6. วางแผนและให้เกียรติองค์กรเสมอ
การลาออกจากงาน
1. อย่าหายไปเฉยๆ จากองค์กร
2. ควรเข้าไปพูดกับหัวหน้าก่อนส่งจดหมายลาออก
3. เขียนจดหมายลาออกอย่างเป็นทางการ
4. บอกเหตุผลในการลาออก
5. แสดงความรับผิดชอบในงานจนถึงวันสุดท้ายของการทำงาน
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
เด็กเอ๋ย เด็กน้อย...
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
ความรู้เรายังด้อยเร่งศีกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานทั้งการเรียน
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ
โกท่องบทดอกสร้อยสุภาษิตนี้ ตั้งกะสมัยเรียนโรงเรียนอนุบาลที่จังหวัดยะลา
ประมาณปี 2510 โน่นแน่ะ กี่ปีแล้วก็ไม่รู้ อิอิ บวกลบเลขกันเองแล้วกันนะจ๊ะ
มีบทอื่นๆ อีกหลายบท เข้าไปดูกันได้นะครับ จะได้เอาไปฝากลูกๆหลานๆได้ท่องกัน
คนโคราชเค้ารวบรวมเอาไว้จ้ะ ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสอันงดงามนี้ด้วยนะขอรับ
http://www.koratinfo.com/doksroi/index.html
โกนึกถึงกลอนดอกสร้อยบทนี้ขึ้นมา เพราะช่วงนี้มีน้องๆ หลายคนกำลังอยู่ในห้วงทุกข์
คนนั้นก็ทุกข์เรื่องนี้ คนนี้ก็ทุกข์อีกเรื่องนั้น แต่ที่เหมือนกันก็คือเป็นทุกข์ที่เกิดจากหัวหน้างาน
เป็นบรรดาน้องที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานการบริหารงานบุคคล เช่นเดียวกับโกนี่แหละ
อาจบางที มันจะเป็นความผิดของพวกเราเองตั้งแต่แรกรึเปล่า ที่เลือกมาทำงานด้านนี้
บางคนอาจจะไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ำไป แบบว่าโดนบังคับให้มาทำก็คงมี
เคยได้ยินเรื่องคนโดดลงไปช่วยคนตกน้ำมั้ยครับ ขึ้นมาได้แล้วพวกถามว่า "ใครถีบกูลงไปวะ ?"
แบบเดียวกันนี้แหละครับ
การทำงาน เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบแบบหนึ่งของชีวิตครับ
มันบอกว่าเราโตแล้วก็ได้ เพราะเรากำลังหาเลี้ยงตัวเอง และอาจต้องหาเลี้ยงคนอื่นด้วย
ทุกคนจึงต้องทำงาน นอกเสียจากว่า จะเกิดมาบนกองหุ้นโทรคมนาคม อิอิ
ชีวิตการทำงานเป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้นะครับ
ไม่มีใครรู้หรอกว่าต้องทำอะไรบ้าง จนกว่าจะได้เข้าไปสัมผัสกับเนื้องานจริงๆ
ไอ้ที่เรียนมาตั้งหลายๆปีน่ะ เอาเข้าจริงก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างซะงั้น
มันต้องมาเรียนรู้จากของจริงกันอีกหลายอย่าง หลายเรื่องครับ และหลายยก
เข้าไปเรียนปีแรก เราก็เป็นน้องใหม่ในโรงเรียน หรือในมหา'ลัย
เข้ามาทำงานวันแรก เราก็ต้องเป็นน้องใหม่เหมือนกัน และเป็นไปเรื่อยๆ จนกว่่าจะมีคนมาแทนที่
มีหลายอย่างที่ชีวิตการทำงานต้องเผชิญกับมัน รวมถึงเพื่อนร่วมงานและ แอ่นแอ้นนน... "หัวหน้างาน"
ใครที่เข้าไปทำงานใหม่ๆ แล้วมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีหัวหน้างานที่ดี โอยยย.. พระเจ้าจอร์จ
ชีวิตช่างสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา โดยไม่ต้องถูสบู่ลักส์
มีเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้างานไม่ดี ชีวีก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าเพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี ซ้ำร้ายหัวหน้างานก็งี่เง่า พระเจ้าช่วยลูกด้วย...
ชีวิตวัยรุ่นอย่างเราคงอับเฉาสิ้นดี..
หัวหน้างานไม่ดีนี่แหละครับ ต้นเรื่องที่ต้องเอามาเขียนกัน เจอแบบนี้แล้วเราควรจะทำอย่างไร
โกอยากบอกว่า เมื่อเจอหัวหน้างานแบบที่เราคิดว่าไม่ดี หัวหน้างี่เง่า ฯลฯ
ลองสงบสติอารมณ์ตัวเองลง แบบตั้งสติก่อนสตาร์ทน่ะครับ คิดซักสองตลบ สามก็ได้โกไม่ว่าหรอก
"เอาไงดีวะ" คิดเองไม่ออก ลองปรึกษาผู้ใหญ่ที่เรานับถือดูก่อนก็ได้
อย่าเพิ่งไปตั้งท่าจะรบกับเค้าครับ เค้าไม่ได้คิดแบบเดียวกับเรามันของแน่อยู่แล้ว
แต่ตอนนั้น ใครผิดใครถูกยังไม่รู้ เราเป็นเด็ก ไปออกอาการท้ารบกับหัวหน้างาน ยังไงเราก็ผิดครับ
ถึงไม่ได้ผิด แต่หัวหน้าก็เริ่มหมั่นไส้ขึ้นมาบ้างแหละน่า มันดีอยู่หรือที่หัวหน้าจะรู้สึกกับเราแบบนั้น
โกพยายามพร่ำสอนลูกน้องอยู่ทุกบ่อยว่า "อย่าไปทะเลาะกับลูกค้านะ"
ลูกค้าผิด เราถูก พอลูกค้ามาฟ้องหัวหน้า เราก็ผิด
เราผิด ลูกค้าถูก ลูกค้ามาฟ้องหัวหน้า เรายิ่งผิดใหญ่โตมโหระทึก
อย่าเลยครับ อย่าไปทะเลาะกับหัวหน้า ค่อยๆหาหนทางไป เดี๋ยวก็เจอ
อย่ามาเถียงนะครับว่า "ทำไม ลูกน้องมันจะมีความคิดดีๆบ้างไม่ได้เลยเหรอ?"
ได้ครับ แต่มันจะต้องมีวิธีนำเสนอที่ถูกต้อง ไม่ใช่เราไปทำเองซะทั้งหมด
หัวหน้าแบบนี้เค้าค่อนข้างจะเชื่อมั่นตัวเองน่ะครับ สูง ถึงสูงมาก จนเอื้อมไม่ถึง
ทำงานฝ่ายบุคคล ก็ต้องรู้จักศึกษาคนนะครับ
เริ่มต้นศึกษาหัวหน้างานของตัวเองก่อนเลยครับ ว่าเค้าเป้นคนแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
ไม่ใช่เพื่อจะได้เอาใจเค้าถูก
แต่เพื่อจะได้รู้ว่า จะรับมือกับเค้ายังไงต่างหากครับ.
ความรู้เรายังด้อยเร่งศีกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานทั้งการเรียน
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ
โกท่องบทดอกสร้อยสุภาษิตนี้ ตั้งกะสมัยเรียนโรงเรียนอนุบาลที่จังหวัดยะลา
ประมาณปี 2510 โน่นแน่ะ กี่ปีแล้วก็ไม่รู้ อิอิ บวกลบเลขกันเองแล้วกันนะจ๊ะ
มีบทอื่นๆ อีกหลายบท เข้าไปดูกันได้นะครับ จะได้เอาไปฝากลูกๆหลานๆได้ท่องกัน
คนโคราชเค้ารวบรวมเอาไว้จ้ะ ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสอันงดงามนี้ด้วยนะขอรับ
http://www.koratinfo.com/doksroi/index.html
โกนึกถึงกลอนดอกสร้อยบทนี้ขึ้นมา เพราะช่วงนี้มีน้องๆ หลายคนกำลังอยู่ในห้วงทุกข์
คนนั้นก็ทุกข์เรื่องนี้ คนนี้ก็ทุกข์อีกเรื่องนั้น แต่ที่เหมือนกันก็คือเป็นทุกข์ที่เกิดจากหัวหน้างาน
เป็นบรรดาน้องที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานการบริหารงานบุคคล เช่นเดียวกับโกนี่แหละ
อาจบางที มันจะเป็นความผิดของพวกเราเองตั้งแต่แรกรึเปล่า ที่เลือกมาทำงานด้านนี้
บางคนอาจจะไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ำไป แบบว่าโดนบังคับให้มาทำก็คงมี
เคยได้ยินเรื่องคนโดดลงไปช่วยคนตกน้ำมั้ยครับ ขึ้นมาได้แล้วพวกถามว่า "ใครถีบกูลงไปวะ ?"
แบบเดียวกันนี้แหละครับ
การทำงาน เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบแบบหนึ่งของชีวิตครับ
มันบอกว่าเราโตแล้วก็ได้ เพราะเรากำลังหาเลี้ยงตัวเอง และอาจต้องหาเลี้ยงคนอื่นด้วย
ทุกคนจึงต้องทำงาน นอกเสียจากว่า จะเกิดมาบนกองหุ้นโทรคมนาคม อิอิ
ชีวิตการทำงานเป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้นะครับ
ไม่มีใครรู้หรอกว่าต้องทำอะไรบ้าง จนกว่าจะได้เข้าไปสัมผัสกับเนื้องานจริงๆ
ไอ้ที่เรียนมาตั้งหลายๆปีน่ะ เอาเข้าจริงก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างซะงั้น
มันต้องมาเรียนรู้จากของจริงกันอีกหลายอย่าง หลายเรื่องครับ และหลายยก
เข้าไปเรียนปีแรก เราก็เป็นน้องใหม่ในโรงเรียน หรือในมหา'ลัย
เข้ามาทำงานวันแรก เราก็ต้องเป็นน้องใหม่เหมือนกัน และเป็นไปเรื่อยๆ จนกว่่าจะมีคนมาแทนที่
มีหลายอย่างที่ชีวิตการทำงานต้องเผชิญกับมัน รวมถึงเพื่อนร่วมงานและ แอ่นแอ้นนน... "หัวหน้างาน"
ใครที่เข้าไปทำงานใหม่ๆ แล้วมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีหัวหน้างานที่ดี โอยยย.. พระเจ้าจอร์จ
ชีวิตช่างสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา โดยไม่ต้องถูสบู่ลักส์
มีเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้างานไม่ดี ชีวีก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าเพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี ซ้ำร้ายหัวหน้างานก็งี่เง่า พระเจ้าช่วยลูกด้วย...
ชีวิตวัยรุ่นอย่างเราคงอับเฉาสิ้นดี..
หัวหน้างานไม่ดีนี่แหละครับ ต้นเรื่องที่ต้องเอามาเขียนกัน เจอแบบนี้แล้วเราควรจะทำอย่างไร
โกอยากบอกว่า เมื่อเจอหัวหน้างานแบบที่เราคิดว่าไม่ดี หัวหน้างี่เง่า ฯลฯ
ลองสงบสติอารมณ์ตัวเองลง แบบตั้งสติก่อนสตาร์ทน่ะครับ คิดซักสองตลบ สามก็ได้โกไม่ว่าหรอก
"เอาไงดีวะ" คิดเองไม่ออก ลองปรึกษาผู้ใหญ่ที่เรานับถือดูก่อนก็ได้
อย่าเพิ่งไปตั้งท่าจะรบกับเค้าครับ เค้าไม่ได้คิดแบบเดียวกับเรามันของแน่อยู่แล้ว
แต่ตอนนั้น ใครผิดใครถูกยังไม่รู้ เราเป็นเด็ก ไปออกอาการท้ารบกับหัวหน้างาน ยังไงเราก็ผิดครับ
ถึงไม่ได้ผิด แต่หัวหน้าก็เริ่มหมั่นไส้ขึ้นมาบ้างแหละน่า มันดีอยู่หรือที่หัวหน้าจะรู้สึกกับเราแบบนั้น
โกพยายามพร่ำสอนลูกน้องอยู่ทุกบ่อยว่า "อย่าไปทะเลาะกับลูกค้านะ"
ลูกค้าผิด เราถูก พอลูกค้ามาฟ้องหัวหน้า เราก็ผิด
เราผิด ลูกค้าถูก ลูกค้ามาฟ้องหัวหน้า เรายิ่งผิดใหญ่โตมโหระทึก
อย่าเลยครับ อย่าไปทะเลาะกับหัวหน้า ค่อยๆหาหนทางไป เดี๋ยวก็เจอ
อย่ามาเถียงนะครับว่า "ทำไม ลูกน้องมันจะมีความคิดดีๆบ้างไม่ได้เลยเหรอ?"
ได้ครับ แต่มันจะต้องมีวิธีนำเสนอที่ถูกต้อง ไม่ใช่เราไปทำเองซะทั้งหมด
หัวหน้าแบบนี้เค้าค่อนข้างจะเชื่อมั่นตัวเองน่ะครับ สูง ถึงสูงมาก จนเอื้อมไม่ถึง
ทำงานฝ่ายบุคคล ก็ต้องรู้จักศึกษาคนนะครับ
เริ่มต้นศึกษาหัวหน้างานของตัวเองก่อนเลยครับ ว่าเค้าเป้นคนแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
ไม่ใช่เพื่อจะได้เอาใจเค้าถูก
แต่เพื่อจะได้รู้ว่า จะรับมือกับเค้ายังไงต่างหากครับ.
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เลือกใครดีหว่า
เพลง รักคนที่เขารักเราดีกว่า
คำร้อง/ทำนองโดย สง่า อารัมภีร์ ขับร้องครั้งแรกโดย ปรีชา บุณยเกียรติ
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาเสียเวลาคอยงอนง้อ
ยามจะกินจะนอนเขาคงออดอ้อนพะนอ เฝ้าเคล้าคลออยู่เคียงไม่ห่างไกล
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาพะวงจนหลงไหล
คนที่เรารักมักทำให้ช้ำ ดวงใจ หม่นฤทัยเข็ดกลัวไปจนตาย
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาพะวงจนหลงไหล
คนที่เรารักมักทำให้ ช้ำดวงใจ หม่นฤทัยเข็ดกลัวไปจนตาย
รักคนที่เขารักเราดีกว่า สุขอุราดีกว่าเป็นไหนๆ
มีแต่ความรื่นรมย์หมายชมภิรมย์กายใจ สุขฤทัยดั่งใจเราปรารมภ์
เพลงนี้น่าจะมาดังเอาจริงๆจังๆ ก็ด้วยผลงานการขับร้องของคุณสุเทพ วงศ์กำแหงนะครับ
วัยรุ่นสมัยนี้เค้าชอบถามกันนักว่า จะ เลือกใครดี ระหว่างคนที่เรารักเขาหรือคนที่เขารักเรา
พี่ ป้า น้า น้อง อา ลุง ปู่ เจ๊ ในบ้านนี้ทุกท่าน ถ้ามีใครมาถามปัญหานี้ จะตอบเค้าว่ายังไงครับ
การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคน 2 คนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรือเรื่องเล่นๆ นะครับ
คน 2 คนรักกัน แต่งงานกัน ตอนที่อายุประมาณซัก 25 - 30 ปี
แปลว่าจะได้ อยู่ร่วมกันไปอีกประมาณ 50 ปี เป็นอย่างน้อย
หมายถึงถ้าอยู่กันยืด แบบที่เรียกว่า "ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร"
แต่กับบางคน บางคู่ ก็อยู่ด้วยกันแป๊บนึง ให้ชาวบ้านเค้านินทาเอาว่า
"อะไรกัน หม้อ(ข้าว) ยังไม่ทันดำเลย เลิกกันซะแล้ว"
สมัยก่อนนี้เวลาหุงข้าว เราใช้เตาถ่านน่ะครับ หรือไม่ก็ใช้ฟืนเลย
คงจะไม่เคยหุงข้าวเช็ดน้ำด้วยเตาถ่านกันละซี่ (ทำเสียงสูงนิดนึง)
หุงข้าวด้วยวิธีนี้ก้นหม้อมันจะดำ อันเนื่องมาจากความร้อนของไฟชนิดถ่าน เป็นเรื่องธรรมชาติครับ
สมัยใหม่เราหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า มันจะไม่มีสภาพหม้อก้นดำให้เห็น
แต่ภรรยาบางคนแย่กว่านั้นอีก เพราะหุงข้าวไม่เป็น ไม่ว่าจะด้วยหม้อแบบไหน
อาศัยซื้อเค้ากินอย่างเดียวเลย เราเรียกว่าแม่บ้านถุงพลาสติค
มีพี่ข้างบ้านคนนึงเคยปรารภให้ฟังว่า "กูเกิดมาโชคดีที่ชอบกินไข่"
หมายฟามว่าไง สาวๆโปรดเก็บเอาไปคิดเป็นการบ้านนะจ๊ะ
วันหลังจะคุยให้ฟังเรื่องเมียหัวฟูทำกับข้าวไม่เป็น
พูดถึงเรื่องหุงข้าวเช็ดน้ำ มันมีศัพท์เพิ่มมาให้พูดถึงอีกคำ คือคำว่า "องคุลี" เคยได้ยินมั้ยครับ
มีความหมายตามพจนานุกรมว่า "หมายถึงชื่อมาตราวัดแต่โบราณ ยาวเท่ากับข้อปลายของนิ้วกลาง"
แต่เวลาโกหุงข้าว โกวัดกับข้อนิ้วชี้ทุกทีแหละ ไม่อยากกำมือแล้วเอานิ้วกลางจิ้มลงไป..
เขียนเรื่องการเลือกคู่ครอง มาออกหม้อหุงข้าว ต่อไปถึงองคุลี เดี๋ยวก็ไปถึงกาแฟหมาจนได้
5555
รู้จักกันรึเปล่าครับกาแฟหมา "น้ำข้าว" ไงครับ วิตามินทั้งนั้นและไม่มีราคาค่างวด
ใส่เกลือลงไปหน่อย อร่อยดีนักหนา
การหุงข้าวมีอีกแบบนะครับ คือแบบไม่เช็ดน้ำ เหมือนกับที่เราหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้านี่แหละครับ
แต่หุงด้วยเตาถ่านสมัยก่อนมันยากกว่าเยอะ เพราะต้องกะน้ำ กะไฟให้พอดี ไม่งั้นเป็นเรื่อง
ไม่เหมือนกับนึ่งข้าวด้วยซึ้งนะครับ อันนั้นหมูตู้
ข้าวก็มีหลายแบบอีก ข้าวเก่า ข้าวใหม่ โอ้ยยย...กว่าจะอยู่ตัว อ้าว..ข้าวหมดถังซะแล้ว
ไปซื้อมาใหม่ ก็ต้องมานั่งวัดดวงกันใหม่อีกรอบ ถ้าดูข้าวไม่เป็น
ความสนุกสนานของคนสมัยก่อน มันเป็นแบบนี้แหละครับ
มาว่ากันเรื่องคู่ครองของเราต่อดีกว่า ออกทะเลไปไกลเกินไปแล้ว
ไม่งั้นจะพูดเรื่องไม้ขัดหม้อข้าวให้ฟังอีกเรื่อง
คนเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โกว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เขารักเรา หรือ เรารักเขา หรอกครับ
ปู่ย่าตายายสมัยก่อนหลายๆคู่ เค้าก็ไม่ได้รักกันซักหน่อย โดนพ่อแม่จับแต่งกันตั้งเยอะแยะ
ที่เค้าเรียกว่า "คลุมถุงชน" น่ะครับ คงจะรู้จักความหมายกันดีนะครับ
ไม่งั้นเดี๋ยวได้เลี้ยวซ้ายออกไปอธิบายกันอีก
แต่เค้าก็อยู่กันยืดนะครับ ด้วยเหตุว่ามีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไว้ใจกัน และให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
เรื่องนี้สำคัญนะครับ คนเราอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน..
เคยมีคนถามโกว่า โกคิดยังไงกับวัฒนธรรมของฝรั่งที่เค้าอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน
ความจริงจะเรียกว่าวัฒนธรรมก็คงไม่ถูกนักหรอกนะครับ
มันเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของฝรั่งมังค่า แล้วเค้าก็ไม่ได้ถือปฏิบัติกันซะทั้งหมดโดยทั่วไป
แต่ปัจจุบันคนไทยเอามาเลียนแบบกันให้รึ่ม โดยเฉพาะนักศึกษาหอพักหน้ามหา'ลัย
พูดแล้วเปรี้ยวปาก อยากกินมะม่วง
โกคิดว่าการอยู่กันก่อนแต่งงานแบบฝรั่งเป็นเรื่องดีนะครับ
"อ้าว.." น้องเขาร้องแบบนี้
"โกตอบยังงี้ เพราะโกเป็นป้อจายนี่หว่า ยังไงก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ชอบล่ะสิ"
"อ้าว.." โกร้องบ้าง "งั้นแล้วเอ็งจะมาถามทำไมล่ะวะ เอกสิทธิ์ในการตอบเป็นของโกมิใช่หรือ"
โกว่าถ้าเราไม่เอาเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบมาเป็นที่ตั้ง มันก็เป็นเรื่องน่าคิดนะครับ
เพราะผู้ชายหลายๆคนในโลกนี้ จะมีพฤติกรรมก่อนแต่งและหลังแต่งไม่เหมือนกัน
อันนี้สาวๆ คงจะเห็นด้วยกับโกเป็นส่วนมาก
ตอนเป็นแฟนกัน เดินด้วยกัน มีหมามาเห่าใส่ มันเตะหมา "มาเห่าแฟนกรูทำไม"
แต่งงานกันแล้ว เดินด้วยกัน มีหมามาเห่าใส่ มันเตะเมีย "เดินยังไงให้หมาเห่า"
อันนี้เป็นอุทาหรณ์ เล็กๆ น้อยๆ
ผู้ชายคนที่เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถ้าเขาเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนและหลังเหมือนกัน
คุณก็เหมือนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่นะครับ
แต่ทีนี้มาคิดว่าตอนจีบกันมันเป็นอย่างนึง มาอยู่ด้วยกันแล้วมันเปลี่ยนไป
เราก็เลิกได้นี่ครับ หรือว่าคุณจะฝืนทนอยู่กับผู้ชายกลายพันธุ์ ไปจนวันตาย
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องลองไปอยู่กับใครหรอกครับ เพราะผลลัพธ์มันเหมือนกัน
กลับมาที่คำถามว่า เลือกคนไหนดี
โกอยากตอบว่า เลือกคนที่เขารักเราดีกว่า เหมือนในเพลงที่ยกมานั่นแหละครับ เพราะเขารักคุณ เขาจะอยู่กับคุณไปจนตาย (ยกเว้นว่าตัวคุณเองไปทำอะไรเข้า)
แต่ถ้าคุณเลือกจะอยู่กับคนที่คุณรัก เค้าอาจจะไม่ทนอยู่กับคุณก็ได้นะครับ เพราะเค้ารักคนอื่นอยู่
ขอให้คุณโชคดี ได้อยู่กับคนที่คุณรักและเขารักคุณ..นะครับ..
โก
คำร้อง/ทำนองโดย สง่า อารัมภีร์ ขับร้องครั้งแรกโดย ปรีชา บุณยเกียรติ
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาเสียเวลาคอยงอนง้อ
ยามจะกินจะนอนเขาคงออดอ้อนพะนอ เฝ้าเคล้าคลออยู่เคียงไม่ห่างไกล
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาพะวงจนหลงไหล
คนที่เรารักมักทำให้ช้ำ ดวงใจ หม่นฤทัยเข็ดกลัวไปจนตาย
รักคนที่เขารักเราดีกว่า ไม่ต้องมาพะวงจนหลงไหล
คนที่เรารักมักทำให้ ช้ำดวงใจ หม่นฤทัยเข็ดกลัวไปจนตาย
รักคนที่เขารักเราดีกว่า สุขอุราดีกว่าเป็นไหนๆ
มีแต่ความรื่นรมย์หมายชมภิรมย์กายใจ สุขฤทัยดั่งใจเราปรารมภ์
เพลงนี้น่าจะมาดังเอาจริงๆจังๆ ก็ด้วยผลงานการขับร้องของคุณสุเทพ วงศ์กำแหงนะครับ
วัยรุ่นสมัยนี้เค้าชอบถามกันนักว่า จะ เลือกใครดี ระหว่างคนที่เรารักเขาหรือคนที่เขารักเรา
พี่ ป้า น้า น้อง อา ลุง ปู่ เจ๊ ในบ้านนี้ทุกท่าน ถ้ามีใครมาถามปัญหานี้ จะตอบเค้าว่ายังไงครับ
การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคน 2 คนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรือเรื่องเล่นๆ นะครับ
คน 2 คนรักกัน แต่งงานกัน ตอนที่อายุประมาณซัก 25 - 30 ปี
แปลว่าจะได้ อยู่ร่วมกันไปอีกประมาณ 50 ปี เป็นอย่างน้อย
หมายถึงถ้าอยู่กันยืด แบบที่เรียกว่า "ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร"
แต่กับบางคน บางคู่ ก็อยู่ด้วยกันแป๊บนึง ให้ชาวบ้านเค้านินทาเอาว่า
"อะไรกัน หม้อ(ข้าว) ยังไม่ทันดำเลย เลิกกันซะแล้ว"
สมัยก่อนนี้เวลาหุงข้าว เราใช้เตาถ่านน่ะครับ หรือไม่ก็ใช้ฟืนเลย
คงจะไม่เคยหุงข้าวเช็ดน้ำด้วยเตาถ่านกันละซี่ (ทำเสียงสูงนิดนึง)
หุงข้าวด้วยวิธีนี้ก้นหม้อมันจะดำ อันเนื่องมาจากความร้อนของไฟชนิดถ่าน เป็นเรื่องธรรมชาติครับ
สมัยใหม่เราหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า มันจะไม่มีสภาพหม้อก้นดำให้เห็น
แต่ภรรยาบางคนแย่กว่านั้นอีก เพราะหุงข้าวไม่เป็น ไม่ว่าจะด้วยหม้อแบบไหน
อาศัยซื้อเค้ากินอย่างเดียวเลย เราเรียกว่าแม่บ้านถุงพลาสติค
มีพี่ข้างบ้านคนนึงเคยปรารภให้ฟังว่า "กูเกิดมาโชคดีที่ชอบกินไข่"
หมายฟามว่าไง สาวๆโปรดเก็บเอาไปคิดเป็นการบ้านนะจ๊ะ
วันหลังจะคุยให้ฟังเรื่องเมียหัวฟูทำกับข้าวไม่เป็น
พูดถึงเรื่องหุงข้าวเช็ดน้ำ มันมีศัพท์เพิ่มมาให้พูดถึงอีกคำ คือคำว่า "องคุลี" เคยได้ยินมั้ยครับ
มีความหมายตามพจนานุกรมว่า "หมายถึงชื่อมาตราวัดแต่โบราณ ยาวเท่ากับข้อปลายของนิ้วกลาง"
แต่เวลาโกหุงข้าว โกวัดกับข้อนิ้วชี้ทุกทีแหละ ไม่อยากกำมือแล้วเอานิ้วกลางจิ้มลงไป..
เขียนเรื่องการเลือกคู่ครอง มาออกหม้อหุงข้าว ต่อไปถึงองคุลี เดี๋ยวก็ไปถึงกาแฟหมาจนได้
5555
รู้จักกันรึเปล่าครับกาแฟหมา "น้ำข้าว" ไงครับ วิตามินทั้งนั้นและไม่มีราคาค่างวด
ใส่เกลือลงไปหน่อย อร่อยดีนักหนา
การหุงข้าวมีอีกแบบนะครับ คือแบบไม่เช็ดน้ำ เหมือนกับที่เราหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้านี่แหละครับ
แต่หุงด้วยเตาถ่านสมัยก่อนมันยากกว่าเยอะ เพราะต้องกะน้ำ กะไฟให้พอดี ไม่งั้นเป็นเรื่อง
ไม่เหมือนกับนึ่งข้าวด้วยซึ้งนะครับ อันนั้นหมูตู้
ข้าวก็มีหลายแบบอีก ข้าวเก่า ข้าวใหม่ โอ้ยยย...กว่าจะอยู่ตัว อ้าว..ข้าวหมดถังซะแล้ว
ไปซื้อมาใหม่ ก็ต้องมานั่งวัดดวงกันใหม่อีกรอบ ถ้าดูข้าวไม่เป็น
ความสนุกสนานของคนสมัยก่อน มันเป็นแบบนี้แหละครับ
มาว่ากันเรื่องคู่ครองของเราต่อดีกว่า ออกทะเลไปไกลเกินไปแล้ว
ไม่งั้นจะพูดเรื่องไม้ขัดหม้อข้าวให้ฟังอีกเรื่อง
คนเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โกว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เขารักเรา หรือ เรารักเขา หรอกครับ
ปู่ย่าตายายสมัยก่อนหลายๆคู่ เค้าก็ไม่ได้รักกันซักหน่อย โดนพ่อแม่จับแต่งกันตั้งเยอะแยะ
ที่เค้าเรียกว่า "คลุมถุงชน" น่ะครับ คงจะรู้จักความหมายกันดีนะครับ
ไม่งั้นเดี๋ยวได้เลี้ยวซ้ายออกไปอธิบายกันอีก
แต่เค้าก็อยู่กันยืดนะครับ ด้วยเหตุว่ามีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไว้ใจกัน และให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
เรื่องนี้สำคัญนะครับ คนเราอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน..
เคยมีคนถามโกว่า โกคิดยังไงกับวัฒนธรรมของฝรั่งที่เค้าอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน
ความจริงจะเรียกว่าวัฒนธรรมก็คงไม่ถูกนักหรอกนะครับ
มันเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของฝรั่งมังค่า แล้วเค้าก็ไม่ได้ถือปฏิบัติกันซะทั้งหมดโดยทั่วไป
แต่ปัจจุบันคนไทยเอามาเลียนแบบกันให้รึ่ม โดยเฉพาะนักศึกษาหอพักหน้ามหา'ลัย
พูดแล้วเปรี้ยวปาก อยากกินมะม่วง
โกคิดว่าการอยู่กันก่อนแต่งงานแบบฝรั่งเป็นเรื่องดีนะครับ
"อ้าว.." น้องเขาร้องแบบนี้
"โกตอบยังงี้ เพราะโกเป็นป้อจายนี่หว่า ยังไงก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ชอบล่ะสิ"
"อ้าว.." โกร้องบ้าง "งั้นแล้วเอ็งจะมาถามทำไมล่ะวะ เอกสิทธิ์ในการตอบเป็นของโกมิใช่หรือ"
โกว่าถ้าเราไม่เอาเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบมาเป็นที่ตั้ง มันก็เป็นเรื่องน่าคิดนะครับ
เพราะผู้ชายหลายๆคนในโลกนี้ จะมีพฤติกรรมก่อนแต่งและหลังแต่งไม่เหมือนกัน
อันนี้สาวๆ คงจะเห็นด้วยกับโกเป็นส่วนมาก
ตอนเป็นแฟนกัน เดินด้วยกัน มีหมามาเห่าใส่ มันเตะหมา "มาเห่าแฟนกรูทำไม"
แต่งงานกันแล้ว เดินด้วยกัน มีหมามาเห่าใส่ มันเตะเมีย "เดินยังไงให้หมาเห่า"
อันนี้เป็นอุทาหรณ์ เล็กๆ น้อยๆ
ผู้ชายคนที่เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถ้าเขาเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนและหลังเหมือนกัน
คุณก็เหมือนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่นะครับ
แต่ทีนี้มาคิดว่าตอนจีบกันมันเป็นอย่างนึง มาอยู่ด้วยกันแล้วมันเปลี่ยนไป
เราก็เลิกได้นี่ครับ หรือว่าคุณจะฝืนทนอยู่กับผู้ชายกลายพันธุ์ ไปจนวันตาย
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องลองไปอยู่กับใครหรอกครับ เพราะผลลัพธ์มันเหมือนกัน
กลับมาที่คำถามว่า เลือกคนไหนดี
โกอยากตอบว่า เลือกคนที่เขารักเราดีกว่า เหมือนในเพลงที่ยกมานั่นแหละครับ เพราะเขารักคุณ เขาจะอยู่กับคุณไปจนตาย (ยกเว้นว่าตัวคุณเองไปทำอะไรเข้า)
แต่ถ้าคุณเลือกจะอยู่กับคนที่คุณรัก เค้าอาจจะไม่ทนอยู่กับคุณก็ได้นะครับ เพราะเค้ารักคนอื่นอยู่
ขอให้คุณโชคดี ได้อยู่กับคนที่คุณรักและเขารักคุณ..นะครับ..
โก
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สัมภาษณ์ - สัมพลาด
คนจะสัมภาษณ์งานคนอื่น ต้องมี/ต้องใช้ทักษะแบบไหนบ้าง
สืบเนื่องจากข้อเขียนของหลวงพี่เต้ย โกเลยอยากจะมาวิสัชนากับเค้าบ้าง
เรื่องที่หลวงพี่วิสัชนามา โกขอรับสารภาพลดครึ่งว่า ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่นะครับ
และต้องขอชมว่าหลวงพี่เยี่ยมจริงๆ ที่ได้พยายามไปเรียนโน่นเรียนนี่มาหลากหลาย เพื่อจะเอาความรู้มาสัมภาษณ์คน
แต่สุดท้าย ก็มาจบลงตรงคำว่า Common Sense ใครรู้ช่วยบอกโกทีว่ามันแปลว่าอะไร?
ถ้าจะแปลว่า "สามัญสำนึก" จริงๆแล้วมันถูกรึเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริงๆนะครับ
เปิดชินดิกบุนนาคยี่ห้อ Lexitron คุณนายให้ความหมายว่า "การตัดสินแบบพื้นๆ" เอาเข้าแล้วไง !!
มันจะเหมือนกับ Food Floor House มั้ยครับลูกพี่ ที่มันแปลว่า อาหารพื้นบ้านน่ะ
ถ้างั้นเอาสองตัวมารวมกัน แล้วให้มันแปลว่า สำนึกเบื้องต้น สำนึกพื้นๆ สำนึกธรรมดาๆ จะง่ายกว่ามั้ย
หลังจากที่หลวงพี่เสาะแสวงหาความรู้มานาน จนมาเจอคำว่า Common Sense เข้า
มันก็คงคล้ายๆกับที่โกค้นพบว่า มือถือราคาถูก ใช้งานไม่ดีเท่าราคาแพงนั่นแหละครับ
โปรดฟังอีกครั้ง
เมื่อแรกรัก โกก็ซื้อมือถือราคาแพงมาใช้ แล้วก็ถามตัวเองว่ามันดียังไง
เลยเปลี่ยนมาใช้เครื่องราคาถูกแทน ด้วยหวังว่าจะเป็นที่ชื่นชมโสมนัสของเหล่าบรรดามี
ว่าสามารถค้นพบสัจจะธรรมของชีวิตแล้ว Low Profile - High Profit จำกันเอาไว้นะโยม ภาษาอังกฤษวันละคำ
เหนือฟ้ายังมีเมฆ เหนือกระดาษคือก้อนซาละเปา โกก็ค้นพบสัจจะของลูกผู้ชายอีกข้อ
ของดีราคาถูกไม่มีในโลก จริงยิ่งกว่าจริงครับลูกพี่ เดี๋ยวจะขายของถูก ไปซื้อของแพงมาใช้อีกที .. เหอ เหอ..
เอางี้ดีกว่า สั้นๆง่ายๆ และได้ใจความ
โกเห็นด้วย 100% กับใครก็ตามที่บอกหลวงพี่ว่าให้ใช้สำนึกเบื้องต้นในการสัมภาษณ์งาน
แต่ขอ+ ความรู้เฉพาะทางเข้าไปด้วยนะครับ .. นิดนึงนะ
โกเคยสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สมัครเข้ามาทำงานแคชเชียร์ห้องอาหารในโรงแรม
ก็ดูๆประวัติเจ้าหล่อน ตามที่เขียนมาให้อ่าน ไม่มีอะไรยุ่งยากมากมาย เคยเป็นงานมาแล้ว 2-3 ปี กำลังดี
แล้วก็ถามเรื่อยเปื่อย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย จะได้คุยกันง่ายขึ้น
สุดท้ายโกก็ถาม มีแฟนแล้วยัง? ยังไม่มีค่ะ ทำไมเหรอคะ? (ตอนนี้เสียงยังเป็นปกติอยู่)
ปกติตื่นนอนกี่โมง? "ก็เช้าค่ะ บางวันไม่ไปทำงานก็สายหน่อย"
ถ้าไปทำงาน ใช้เวลาอาบน้ำเตรียมตัวนานแค่ไหน - ตอนนี้หัวคิ้วสองข้างเริ่มขยับเข้ามาใกล้กันนิดนึง
แต่ก็ตอบ - ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
รวมเวลาแต่งหน้าทาปากอะไรด้วยใช่มั้ย - ใช่ค่ะ ถามทำไมเหรอคะ (เสียงสูงนิดนึง คงนึกในใจ มรึงจะถามกรูทำมายยยย)
แล้วขี่รถจากบ้านมาท่าเรือเนี่ยะ ใช้เวลาเท่าไหร่ครับ - ก็ประมาณ 20 - 25 นาทีค่ะ
เมาเรือรึเปล่าครับ - ไม่ค่ะ
คลื่นสูงสองเมตรนะครับ - ไม่เป็นไรค่ะ (งั้นข้อนี้ผ่าน รับเข้าทำงานได้)
จะมาทำงานที่นี่ เรือออกจากท่าตอนเช้าเวลา 07.00 น. คุณใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว ขี่รถมาทำงานประมาณ 1 ชั่วโมง
คุณก็ต้องตื่นนอน 06.00 น. ซึ่งไม่ทันแน่นอน ประมาณว่าต้องตื่น 05.30 น. ถึงจะพอดี
คุณจะตื่นนอนเวลานี้ทุกวันได้รึเปล่า - ไม่มีปัญหาค่ะ
แล้วถ้าเป็นหน้าฝน คุณจะมาทำงานยังไง คุณจะต้องตื่นกี่โมง คราวนี้อึ้งไปหน่อย แต่ก็มีทางออก
หนูมารถรับส่งพนักงานได้มั้ยคะ - ได้ครับ
คราวนี้ก็ถามต่อเรื่องเวลาเลิกงาน
ถ้าคุณทำงานรอบบ่าย เรือออกจากท่า 13.00 น. ไม่มีปัญหาแน่นอน - ใช่ค่ะ
แต่คุณจะเลิกงานตอน 23.00 น. และเรือออกจากเกาะเวลา 24.00 น. มาถึงฝั่ง 00.45 น.
คุณขี่มอไซค์กลับบ้านคนเดียว ถึงบ้านประมาณตี 1 กว่าๆ ได้มั้ยครับ เจ้าหล่อนอึ้งไปสองอึดใจ
แล้วตอบ - สงสัยคงจะไม่ได้หรอกค่ะ ที่บ้านต้องเป็นห่วง .......
แล้วเจ้าหล่อนก็จางหายไป
หรืออีกกรณี
มีแฟนแล้วนะ แต่งงานกันรึเปล่าครับ - เปล่าค่ะ อยู่ด้วยกันเฉยๆ
จดทะเบียนรึเปล่าครับ - ไม่ได้จดค่ะ
มีลูกรึยังครับ - มีค่ะ ลูกชาย 1 คนค่ะ
อายุเท่าไหร่ครับ - 4 ขวบค่ะ
ใครเลี้ยงล่ะครับ - ให้แม่แฟนเลี้ยงให้ค่ะ (เจ้าหล่อนเริ่มมีเครื่องหมายคำถามที่หน้าผาก มรึงจะถามอะไรกรูนักหนาเนี่ยะ)
4 ขวบยังไม่ไปโรงเรียนเหรอครับ - เปิดเทอมนี้ไปแล้วค่ะ (สุดท้ายเจ้าหล่อนก็ทนไม่ไหว)
ขอโทษนะคะ ทำไมพี่ต้องถามหนูเยอะแยะแบบนี้ละคะ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับงานเลยนี่คะ
อ๋อ.. ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของงานจริงๆครับ แต่มันเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานครับ
คือว่า ถ้าคุณยังไม่มีลูก ผมก็จะถามว่า แล้วคุณกำลังจะมีลูกรึเปล่า คุณท้องผมก็ท้อแท้ ต้องหางานที่เหมาะสมให้คุณทำ
คุณคลอด คุณก็ต้องลาคลอด ลาป่วย หาคนเลี้ยงลูก ลูกงอแง ลูกป่วยสารพัด
เดี๋ยวก็หาคนเลี้ยงลูกไม่ได้ คนเลี้ยงลูกลาพัก คุณก็ลาตามไปอีกคน สารพัดสารเพ ที่ผมต้องคิดเผื่อเอาไว้ก่อนไงครับ
แต่ลูกคุณเข้าโรงเรียน ผมก็สบายใจหน่อย อะไรแบบนี้ไงครับ
อ๋อ...
สมัยทำงานอยู่บนเกาะ คำถามพวกนี้เป็นคำถามพื้นๆ ที่ต้องถามครับนะครับ
เมาเรือป่าว เลิกงานกลับบ้านดึกๆได้ป่าว แต่งงานแล้วยัง ใครเลี้ยงลูก
เรื่องพวกนี้สร้างปัญหาในการทำงานได้ทั้งนั้นครับ แต่คำตอบก็ไม่ใช่บทสรุปของทุกเรื่อง
ไม่ได้แปลว่าถ้าผ่านเรื่องพวกนี้ได้ แล้วจะทำงานดี มันเป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น ไหนจะมีเรื่องความรู้ในงานอีกล่ะ
สัมภาษณ์งานก็เหมือนเล่นการพนัน เปิดไพ่มาใบเดียว ที่เหลือเราไม่มีทางรู้ .. แล้วทำไงดี
ทดลองงาน 3 เดือนไงครับ ให้เค้าโม้ไปเถอะว่าเก่งยังไงก็ได้ บางคนถามอะไรตอบได้หมดยังก๊ะอับดุลย์ ถามมาตอบได้
เป็นประเภททฤษฎีแน่นเปรี๊ยะ แต่ปฏิบัติไม่ได้เรื่อง ถึงเวลาก็คือไม่ผ่านทดลองงาน แค่นั้นเอง
แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่แล้วหัวหน้างานจะเป็นประเภทขี้สงสาร เอาเหอะ แล้วค่อยๆปรับปรุงไป - ฆ่าตัวตายชัดๆ
โกเคยไปสัมภาษณ์เข้าทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เจ้าของโรงแรมสัมภาษณ์ด้วยตัวเองเชียว
หยั่งเค้าน่ะ ธรรมดาก็คงไม่อยากมองเราหรอก แต่โกก็ได้งาน เพราะคำถามคำเดียว
ก็ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์งานตามธรรมดา เหมือนหลวงพี่ว่าเปี๊ยบ
มรึงท่องมาถาม กรูก็ท่องมาตอบเหมือนกัน โกทำการบ้านมาดีเฟ้ย อ่าน web ของโรงแรมมาหลายเที่ยว รู้หมด
สุดท้ายเค้าก็ถามว่า "อยากถามอะไรผมบ้างมั้ยครับ?" อั้นแน่.. เค้าอยากให้เราสัมภาษ์เค้าเหมือนกันนิ
เพื่อบ่งบอกว่า เราทำการบ้านมาดี เราก็บอกเค้าว่า
"มีเรื่องเดียวครับ เพราะเรื่องของโรงแรมผมเข้าไปดูใน web มาหมดแล้ว แต่ผมไม่เข้าใจว่า โลโก้ของโรงแรม มันหมายความถึงอะไร?"
เจ้าของมองหน้าโกแว้บนึงแล้วอมยิ้ม โกนึกในใจ - เอาแล้วกรู พูดไรผิดวะ
แกลุกจากโต๊ะ ไปหยิบหนังสือมาเล่มนึง พร้อมพูดว่า "ผมสัมภาษณ์งานมาหลายคน มีคุณนี่แหละคนแรกที่ถาม"
แล้วแกก็พูดให้โกฟังอีกครึ่งชั่วโมง เรื่องโลโก้เรื่องเดียวเลย.
เขียนไปเขียนมาโกก็เริ่มงงแล้วนะ
มันเกี่ยวกับ Common Sense ตรงไหนรึเปล่าเนี่ยะ
สืบเนื่องจากข้อเขียนของหลวงพี่เต้ย โกเลยอยากจะมาวิสัชนากับเค้าบ้าง
เรื่องที่หลวงพี่วิสัชนามา โกขอรับสารภาพลดครึ่งว่า ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่นะครับ
และต้องขอชมว่าหลวงพี่เยี่ยมจริงๆ ที่ได้พยายามไปเรียนโน่นเรียนนี่มาหลากหลาย เพื่อจะเอาความรู้มาสัมภาษณ์คน
แต่สุดท้าย ก็มาจบลงตรงคำว่า Common Sense ใครรู้ช่วยบอกโกทีว่ามันแปลว่าอะไร?
ถ้าจะแปลว่า "สามัญสำนึก" จริงๆแล้วมันถูกรึเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริงๆนะครับ
เปิดชินดิกบุนนาคยี่ห้อ Lexitron คุณนายให้ความหมายว่า "การตัดสินแบบพื้นๆ" เอาเข้าแล้วไง !!
มันจะเหมือนกับ Food Floor House มั้ยครับลูกพี่ ที่มันแปลว่า อาหารพื้นบ้านน่ะ
ถ้างั้นเอาสองตัวมารวมกัน แล้วให้มันแปลว่า สำนึกเบื้องต้น สำนึกพื้นๆ สำนึกธรรมดาๆ จะง่ายกว่ามั้ย
หลังจากที่หลวงพี่เสาะแสวงหาความรู้มานาน จนมาเจอคำว่า Common Sense เข้า
มันก็คงคล้ายๆกับที่โกค้นพบว่า มือถือราคาถูก ใช้งานไม่ดีเท่าราคาแพงนั่นแหละครับ
โปรดฟังอีกครั้ง
เมื่อแรกรัก โกก็ซื้อมือถือราคาแพงมาใช้ แล้วก็ถามตัวเองว่ามันดียังไง
เลยเปลี่ยนมาใช้เครื่องราคาถูกแทน ด้วยหวังว่าจะเป็นที่ชื่นชมโสมนัสของเหล่าบรรดามี
ว่าสามารถค้นพบสัจจะธรรมของชีวิตแล้ว Low Profile - High Profit จำกันเอาไว้นะโยม ภาษาอังกฤษวันละคำ
เหนือฟ้ายังมีเมฆ เหนือกระดาษคือก้อนซาละเปา โกก็ค้นพบสัจจะของลูกผู้ชายอีกข้อ
ของดีราคาถูกไม่มีในโลก จริงยิ่งกว่าจริงครับลูกพี่ เดี๋ยวจะขายของถูก ไปซื้อของแพงมาใช้อีกที .. เหอ เหอ..
เอางี้ดีกว่า สั้นๆง่ายๆ และได้ใจความ
โกเห็นด้วย 100% กับใครก็ตามที่บอกหลวงพี่ว่าให้ใช้สำนึกเบื้องต้นในการสัมภาษณ์งาน
แต่ขอ+ ความรู้เฉพาะทางเข้าไปด้วยนะครับ .. นิดนึงนะ
โกเคยสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สมัครเข้ามาทำงานแคชเชียร์ห้องอาหารในโรงแรม
ก็ดูๆประวัติเจ้าหล่อน ตามที่เขียนมาให้อ่าน ไม่มีอะไรยุ่งยากมากมาย เคยเป็นงานมาแล้ว 2-3 ปี กำลังดี
แล้วก็ถามเรื่อยเปื่อย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย จะได้คุยกันง่ายขึ้น
สุดท้ายโกก็ถาม มีแฟนแล้วยัง? ยังไม่มีค่ะ ทำไมเหรอคะ? (ตอนนี้เสียงยังเป็นปกติอยู่)
ปกติตื่นนอนกี่โมง? "ก็เช้าค่ะ บางวันไม่ไปทำงานก็สายหน่อย"
ถ้าไปทำงาน ใช้เวลาอาบน้ำเตรียมตัวนานแค่ไหน - ตอนนี้หัวคิ้วสองข้างเริ่มขยับเข้ามาใกล้กันนิดนึง
แต่ก็ตอบ - ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
รวมเวลาแต่งหน้าทาปากอะไรด้วยใช่มั้ย - ใช่ค่ะ ถามทำไมเหรอคะ (เสียงสูงนิดนึง คงนึกในใจ มรึงจะถามกรูทำมายยยย)
แล้วขี่รถจากบ้านมาท่าเรือเนี่ยะ ใช้เวลาเท่าไหร่ครับ - ก็ประมาณ 20 - 25 นาทีค่ะ
เมาเรือรึเปล่าครับ - ไม่ค่ะ
คลื่นสูงสองเมตรนะครับ - ไม่เป็นไรค่ะ (งั้นข้อนี้ผ่าน รับเข้าทำงานได้)
จะมาทำงานที่นี่ เรือออกจากท่าตอนเช้าเวลา 07.00 น. คุณใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว ขี่รถมาทำงานประมาณ 1 ชั่วโมง
คุณก็ต้องตื่นนอน 06.00 น. ซึ่งไม่ทันแน่นอน ประมาณว่าต้องตื่น 05.30 น. ถึงจะพอดี
คุณจะตื่นนอนเวลานี้ทุกวันได้รึเปล่า - ไม่มีปัญหาค่ะ
แล้วถ้าเป็นหน้าฝน คุณจะมาทำงานยังไง คุณจะต้องตื่นกี่โมง คราวนี้อึ้งไปหน่อย แต่ก็มีทางออก
หนูมารถรับส่งพนักงานได้มั้ยคะ - ได้ครับ
คราวนี้ก็ถามต่อเรื่องเวลาเลิกงาน
ถ้าคุณทำงานรอบบ่าย เรือออกจากท่า 13.00 น. ไม่มีปัญหาแน่นอน - ใช่ค่ะ
แต่คุณจะเลิกงานตอน 23.00 น. และเรือออกจากเกาะเวลา 24.00 น. มาถึงฝั่ง 00.45 น.
คุณขี่มอไซค์กลับบ้านคนเดียว ถึงบ้านประมาณตี 1 กว่าๆ ได้มั้ยครับ เจ้าหล่อนอึ้งไปสองอึดใจ
แล้วตอบ - สงสัยคงจะไม่ได้หรอกค่ะ ที่บ้านต้องเป็นห่วง .......
แล้วเจ้าหล่อนก็จางหายไป
หรืออีกกรณี
มีแฟนแล้วนะ แต่งงานกันรึเปล่าครับ - เปล่าค่ะ อยู่ด้วยกันเฉยๆ
จดทะเบียนรึเปล่าครับ - ไม่ได้จดค่ะ
มีลูกรึยังครับ - มีค่ะ ลูกชาย 1 คนค่ะ
อายุเท่าไหร่ครับ - 4 ขวบค่ะ
ใครเลี้ยงล่ะครับ - ให้แม่แฟนเลี้ยงให้ค่ะ (เจ้าหล่อนเริ่มมีเครื่องหมายคำถามที่หน้าผาก มรึงจะถามอะไรกรูนักหนาเนี่ยะ)
4 ขวบยังไม่ไปโรงเรียนเหรอครับ - เปิดเทอมนี้ไปแล้วค่ะ (สุดท้ายเจ้าหล่อนก็ทนไม่ไหว)
ขอโทษนะคะ ทำไมพี่ต้องถามหนูเยอะแยะแบบนี้ละคะ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับงานเลยนี่คะ
อ๋อ.. ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของงานจริงๆครับ แต่มันเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานครับ
คือว่า ถ้าคุณยังไม่มีลูก ผมก็จะถามว่า แล้วคุณกำลังจะมีลูกรึเปล่า คุณท้องผมก็ท้อแท้ ต้องหางานที่เหมาะสมให้คุณทำ
คุณคลอด คุณก็ต้องลาคลอด ลาป่วย หาคนเลี้ยงลูก ลูกงอแง ลูกป่วยสารพัด
เดี๋ยวก็หาคนเลี้ยงลูกไม่ได้ คนเลี้ยงลูกลาพัก คุณก็ลาตามไปอีกคน สารพัดสารเพ ที่ผมต้องคิดเผื่อเอาไว้ก่อนไงครับ
แต่ลูกคุณเข้าโรงเรียน ผมก็สบายใจหน่อย อะไรแบบนี้ไงครับ
อ๋อ...
สมัยทำงานอยู่บนเกาะ คำถามพวกนี้เป็นคำถามพื้นๆ ที่ต้องถามครับนะครับ
เมาเรือป่าว เลิกงานกลับบ้านดึกๆได้ป่าว แต่งงานแล้วยัง ใครเลี้ยงลูก
เรื่องพวกนี้สร้างปัญหาในการทำงานได้ทั้งนั้นครับ แต่คำตอบก็ไม่ใช่บทสรุปของทุกเรื่อง
ไม่ได้แปลว่าถ้าผ่านเรื่องพวกนี้ได้ แล้วจะทำงานดี มันเป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น ไหนจะมีเรื่องความรู้ในงานอีกล่ะ
สัมภาษณ์งานก็เหมือนเล่นการพนัน เปิดไพ่มาใบเดียว ที่เหลือเราไม่มีทางรู้ .. แล้วทำไงดี
ทดลองงาน 3 เดือนไงครับ ให้เค้าโม้ไปเถอะว่าเก่งยังไงก็ได้ บางคนถามอะไรตอบได้หมดยังก๊ะอับดุลย์ ถามมาตอบได้
เป็นประเภททฤษฎีแน่นเปรี๊ยะ แต่ปฏิบัติไม่ได้เรื่อง ถึงเวลาก็คือไม่ผ่านทดลองงาน แค่นั้นเอง
แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่แล้วหัวหน้างานจะเป็นประเภทขี้สงสาร เอาเหอะ แล้วค่อยๆปรับปรุงไป - ฆ่าตัวตายชัดๆ
โกเคยไปสัมภาษณ์เข้าทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เจ้าของโรงแรมสัมภาษณ์ด้วยตัวเองเชียว
หยั่งเค้าน่ะ ธรรมดาก็คงไม่อยากมองเราหรอก แต่โกก็ได้งาน เพราะคำถามคำเดียว
ก็ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์งานตามธรรมดา เหมือนหลวงพี่ว่าเปี๊ยบ
มรึงท่องมาถาม กรูก็ท่องมาตอบเหมือนกัน โกทำการบ้านมาดีเฟ้ย อ่าน web ของโรงแรมมาหลายเที่ยว รู้หมด
สุดท้ายเค้าก็ถามว่า "อยากถามอะไรผมบ้างมั้ยครับ?" อั้นแน่.. เค้าอยากให้เราสัมภาษ์เค้าเหมือนกันนิ
เพื่อบ่งบอกว่า เราทำการบ้านมาดี เราก็บอกเค้าว่า
"มีเรื่องเดียวครับ เพราะเรื่องของโรงแรมผมเข้าไปดูใน web มาหมดแล้ว แต่ผมไม่เข้าใจว่า โลโก้ของโรงแรม มันหมายความถึงอะไร?"
เจ้าของมองหน้าโกแว้บนึงแล้วอมยิ้ม โกนึกในใจ - เอาแล้วกรู พูดไรผิดวะ
แกลุกจากโต๊ะ ไปหยิบหนังสือมาเล่มนึง พร้อมพูดว่า "ผมสัมภาษณ์งานมาหลายคน มีคุณนี่แหละคนแรกที่ถาม"
แล้วแกก็พูดให้โกฟังอีกครึ่งชั่วโมง เรื่องโลโก้เรื่องเดียวเลย.
เขียนไปเขียนมาโกก็เริ่มงงแล้วนะ
มันเกี่ยวกับ Common Sense ตรงไหนรึเปล่าเนี่ยะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)