หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเรียกชื่อประเทศอื่น - ชื่อเมืองอื่นของไทย


เรื่องการเรียกชื่อประเทศต่างๆ หรือเมืองต่างๆ ในโลกนี้ของประเทศไทย สำหรับโกแล้วโกก็ว่ามันออกจะแปลกๆอยู่เหมือนกันนะครับ
โกพอจะทราบว่าการเรียกชื่อเมืองหรือขื่อประเทศอื่นๆ นั้น เขาก็มีระเบียบการเรียกชื่ออย่างเป็นการเป็นงาน เป็นราชการของเขาอยู่ จะเรียกชื่อ ออกเสียงประเทศไหนอย่างเป็นทางการ ก็ต้องตามไปดูในประกาศราชบัณฑิตยสถานครับ
แต่โกไม่รู้ และอยากรู้เหมือนกันครับว่า เขามีวิธีคิดอย่างไรในเรื่องที่ว่านี้

โกมานั่งคิดนอนคิด คิดมานานแล้วด้วยว่า วิธรการที่ว่านี่น่ะมันถูกต้องแล้วหรือไร ตอนที่คิดเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วก็ว่าไปยังงั้น แต่ตอนนี้ พ.ศ. 2556 แล้วนะครับ เลยกึ่งพุทธกาลมาก็นานโขอยู่ คนไทยเราก็ติดต่อทำมาค้าขายกับประเทศต่างๆทั่วโลกมากขึ้น ลิ้นคนไทยก็ไม่ได้แข็งกระโด๊กโป๊กเป๊กเหมือนเมื่อสมัยก่อนแล้ว ภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยก็พัฒนาไปมากมาย ทำมั้ย ทำไม ไอ้เรื่องเรียกชื่อเมืองเนี่ยะ ถึงไม่ยอมเรียกให้มันถูกต้องซักทีนะ

แล้วยังไงที่โกว่าถูกต้อง ออกเสียงแบบไหนถึงจะถูกต้อง
ก็ไปถามคนบ้านเค้าดูสิครับ เขาก็คงจะมีคนที่มีความรู้ให้เราถามได้อยู่หรอกนะ บ้านใครก็บ้านมัน ภาษาใครก็ภาษามัน ถ้าเขาบอกว่าประเทศเขาเราต้องเรียกแบบนี้ ก็เอาตามนั้นแหละครับ ผิดๆเพี้ยนๆนิดหน่อยคงไม่มีใครว่า แต่ไม่ใช่แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้
ลองดูนะครับ ยกมาให้เห็นพอเป็นกระสายยา ความจริงมันมีเยอะแยะ
Myanmar   คนไทยเรียก พม่า           England       คนไทยเรียก อังกฤษ
Japan        คนไทยเรียก ญี่ปุ่น          Portugal      คนไทยเรียก โปรตุเกส
Holland      คนไทยเรียก ฮอลันดา      Cambodia   คนไทยเรียก กัมพูชา
China        คนไทยเรียก จีน             Korea         คนไทยเรียก เกาหลี
France       คนไทยเรียก ฝรั่งเศส       เหล่านี้เป็นต้น
ลองหาอ่านเพิ่มเติมจากลิ้งค์ข้างล่างนะครับ

จำได้ว่าเมื่อก่อนนี้ เราเรียกเมืองหลวงของ South Korea ว่า เซอูล (Seoul) แล้วต่อๆมา ก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นโซล ทำไปทำมา โกก็ไม่แน่ใจว่าคนบ้านโน้นเขาเรียกเมืองหลวงเขาว่ายังไง
คิดยังงี้นะครับ ถ้าเราจะบอกฝรั่งซักคนนึงว่า I will fly to Yee-Poon tomorrow. โกว่าฝรั่งเขาฟังไม่เข้าใจนะครับ คน Nippon ก็ไม่เข้าใจ อิอิ

อย่าไปซีเรียสมากมายเลยครับ โกก็บ่นของโกไปตามเรื่องตามราวยังงั้นแหละ
คนเรียนหนังสือหนังหามาแล้ว ทุกคนก็รู้แหละครับว่า บ้านอื่นเมืองไหน ภาษาไทยก็ชื่อนึง ภาษาอังกฤษก็อีกชื่อนึง เยอะแยะไป

แต่มาเจ็บใจเสียใจเป็นที่สุดก็กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเรานี่แหละครับ
อ๊ะ.. ทำหน้างง ก็เมือง "บางกอก" ไงครับ
ไหงทุกวันนี้มันถึงกลายเป็น "แบ็งค๊อก" ของคนไทยค่อนประเทศไปแล้วก็ไม่รู้ !!

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไม่ให้ลูกน้องลางาน.. ได้มั้ย??

เมื่อ 2 วันก่อน โกได้รับคำร้องเรียนอย่างไม่เป็นทางการจากพนักงานแคชเชียร์คนนึง
เค้ามาอ้อมแอ้มถามโกเกี่ยวกับเรื่องการขอลาหยุดงานของแฟนเค้า ซึ่งทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่เล้าจน์

"มีปัญหาอะไรเหรอครับ" โกก็ถามไปตามบท
น้องเขาก็บอกว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาจะมีงานฉลองการหมั้นระหว่างตัวเขากับแฟน
ตัวเขาน่ะลางานได้เรียบร้อยแล้ว แต่แฟนลางานไม่ได้ !!

"อ้าว... ทำไมล่ะ?"
หัวหน้างานของแฟนผมเค้าไม่ให้ลา แฟนผมก็ลาล่วงหน้านะครับ จนกระทั่งก่อนถึงวันงาน 1 วัน ก็ยังไปถามอีกว่าจะขอลาได้มั้ย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธเหมือนเดิม

"แล้วทำไงล่ะทีนี้?"
แฟนผมก็เลยตัดสินใจที่จะไม่มาทำงานในวันนั้น 1 วันครับ เพราะวันนั้น บรรดาญาติพี่น้องก็มางานกันเยอะ มาจากต่างจังหวัดก็หลายคนครับ พอวันรุ่งขึ้นอีกวันมาทำงาน หัวหน้าก็บอกว่าเมื่อวานเธอขาดงานนะ

โอเค.. โกเข้าใจเรื่องแล้ว แต่ไม่เข้าใจเหตุผลของหัวหน้างานที่ไม่ให้เด็กลาหยุด โกก็เลยแนะนำน้องแคชเชียร์ไปว่า ให้บอกแฟนว่าให้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหัวหน้าแผนกก่อนก็แล้วกัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ควรจะได้รับการอนุญาตให้ลางานได้เนื่องจากเป็นวันที่สำคัญของตัวเอง เด็กน้อยก็ขอบคุณแล้วเดินจากไป

เพื่อความมั่นใจ โกก็เลยเดินไปเล่าให้ผู้จัดการห้องอาหารฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น บอกว่าให้ช่วยดูเรื่องนี้ให้ด้วย ผจก.ท่านก็รับปาก

วันรุ่งขึ้นอีกวัน โกมีโอกาสได้พบกับท่าน ผจก.แผนกอาหารและเครื่องดื่ม ก็เลยขออนุญาตเล่าเรื่องให้ท่านฟัง ท่านฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่แสดงออกอะไร แต่พึมพำว่า เด็กน่าจะหาปรึกษาผมนะ โกก็ไม่ได้ว่าอะไร บอกแค่ว่าช่วยดูแลลูกน้องตัวเองหน่อยก็แล้วกันนะครับท่าน

กระทั่งเย็น ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเข้ามา
ค่ำๆไปกินข้าว ก็ได้พบกับ ผจก.ห้องอาหารอีกครั้ง เลยสอบถามเรื่องนี้ต่อ เขาก็บอกว่า
ผมเล่าให้พี่ฟังแล้ว พี่ห้ามไปพูดต่อนะ ไม่งั้นผมแย่แน่ๆเลย

เอ้า.. ว่ามา
เขาก็เล่าให้ฟังว่า ไปคุยกับหัวหน้าของเด็กพนักงานคนนั้นแล้ว ได้คำตอบว่า "ในวันนั้นมีคนอื่นลางาน 2 คนแล้ว จึงให้คนนี้ลาอีกคนหนึ่งไม่ได้ ไม่งั้นจะไม่มีใครทำงาน"
โกฟังแล้วอึ้ง .. แล้วไงต่อ
ผมก็เลยไปคุยกับ ผจก.แผนก เขาก็พูดทำนองเดียวกันกับหัวหน้างานคนนั้นแหละ ว่าลา 2 คนแล้ว จะลาอีกคนได้ยังไง
โกฟังแล้วทึ่ง .. ย้ำไปว่า เฮ้ย.. เด็กคนนั้นมันจะลาไปงานหมั้นของตัวเองนา ไม่ได้ลาไปงานหมั้นของคนอื่น
นั่นแหละพี่ ก็เค้าไม่ให้ลา
....
เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับสารวัตร
โปรดลองพิจารณากันดูว่า ในสถานการณ์แบบนี้
1. ในฐานะหัวหน้างาน ท่านควรจะพิจารณาดำเนินการอย่างไร?
2. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบุคคล ที่พบเห็นการปกครองแบบนี้ของหัวหน้าแผนก ท่านควรจะทำอย่างไร?

โกจะไม่ตอบคำถามในข้อ 1 เพราะเรื่องแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับลูกน้องของโกเด็ดขาด
ส่วนข้อ 2 ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ โกจะไปพบ ท่าน ผจก.แผนกคนนั้น สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนอีกครั้ง แล้วถ้ายังได้คำตอบแบบเดิม โดยที่เด็กคนนั้นยังอยู่ในสภาวะ "ขาดงาน" อยู่ต่อไป โกจะนำเรื่องไปให้ ผจก.ทั่วไปพิจารณา ถ้า ผจก.ทั่วไป พิจารณาแล้วเห็นว่า เด็กคนนั้น "ขาดงาน" ก็เป็นการสมควรแล้ว
โกจะแจกอวัยวะเพิ่มเติมให้ทั้ง 2 คนเลย เอาไปกำเล่นคนละอัน
5555.

คงเคยได้ยินที่เขาพูดกันนะครับว่า "พนักงานออกจากงานเพราะหัวหน้า"
มันเพราะเรื่องงี่เง่าปัญญาอ่อนของหัวหน้างานแบบนี้แหละครับ.

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุภาษิตสอนนาย

มันเป็นการส่งต่อไปมาเรื่อยๆ ในหน้า facebook โดยที่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ง แต่ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม ก็ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อก็แล้วกันนะครับ
เราไม่สามารถเลือกคนที่จะมาเป็นเจ้านายเราได้ แต่เราก็อยากมีเจ้านายแบบนี้ ไม่ต้องเป๊ะก็ได้ ขอซักหน่อยก็ยังดี ว่ามั้ยครับ.

สุภาษิตของเก่าท่านเล่าขาน              มาแต่ครั้งโบราณมีมากมาย
เป็นคำกลอนสอนสั่งทั้งหญิงชาย         สุภาษิตสอนนาย”ไม่เห็นมี
แม้โชคช่วยอำนวยให้เป็น“นาย”เขา      อย่าเป็นคนหูเบาไม่ถ้วนถี่
จับเอาความข้างเดียวเที่ยวพาที          หากความจริงไม่มีจะเสียการ
นายที่ดีต้องเอาใจใส่ลูกน้อง              คอยสอดส่องทุกข์สุขอยู่ทุกด้าน
คอยช่วยเหลือเมื่อลูกน้องนั้นต้องการ   แต่ไม่ถึงกับจุ้นจานจนเกินควร
แม้ลูกน้องทำผิดไม่คิดข่ม                 พิจารณาเหมาะสมโดยทั่วถ้วน
จึงเรียกมาว่ากล่าวเท่าที่ควร              ไม่ถามรวนเรื่องเก่าเก่าไม่เข้าการ
อันการเตือนนั้นเล่าขานให้เข้าท่า        ไม่ควรดุต่อหน้าคนทั่วบ้าน
เรียกไปเตือนสองต่อสองห้องทำงาน    เที่ยวโจษขานลับหลังฟังไม่งาม
งานสำเร็จลงก็ด้วยเขาช่วยกัน            ไม่ควรดื้อถือรั้นไม่ฟังห้าม
เป็นนายเขาเอาแต่ใจใครจะตาม          ควรฟังความเห็นอื่นบ้างเป็นทางดี
การงานทั้งหลายควรจ่ายแจก              มีการจัดแบ่งแยกเป็นหน้าที่
หากคนเดียวจะรวบไว้ไม่เข้าที            ลูกน้องคนไหนจะมีกำลังใจ
เป็นนายเขาต้องขยันหมั่นศึกษา         ให้เป็นคนก้าวหน้าทันสมัย
ไม่หล้าหลังห่างเหินจนเกินไป            ลูกน้องก้าวหน้าไกลตามไม่ทัน
ไม่จำเป็นต้องศึกษามากกว่าเขา         ให้เป็นหลักพอเป็นเค้าเขาเชื่อมั่น
แม้เป็นนายรู้จักใช้สบายครัน              ไม่จำเป็นต้องฟาดฟันอยู่คนเดียว
เมื่อลูกน้องจะก้าวหน้าก็อย่าขวาง       หรือคิดหาลู่ทางคอยหน่วงเหนี่ยว
อยากจะเก่งเลิศล้นอยู่คนเดียว           แล้วหน่วงเหนี่ยวกันท่าพาเสียคน
เมื่อมีส่วนควรแบ่งไม่แย่งก่อน           ลูกน้องต่างเดือดร้อนอยู่ทุกหน
ไม่คิดแต่จะเอาเข้ากระเป๋าตน           คิดถึงคนอื่นเขาจึงเข้าการ
อันหัวหน้าที่ดีมีเมตตา                    ปรารถนาให้เขาสุขทุกสถาน
มีกรุณาคอยช่วยด้วยต้องการ            ให้เขาผ่านพ้นทุกข์มีสุขใจ.